ปัจจัยความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ในปี 2568 ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีการแข่งขันสูงมาก เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัว บริษัทโดยส่วนใหญ่เน้นการทำราคาโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายส่งผลกระทบต่อกำไร โดยเฉพาะในโครงการแนวราบที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ ต้องปรับวิธีการทำการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาปัจจัยต่างๆ อาทิ สภาพความเรียบร้อยของโครงการ การต้อนรับลูกค้า และอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะสามารถดึงดูดอุปทานที่เหลืออยู่ในตลาดได้

บริษัทฯ ได้มีการประยุกต์ใช้แนวทางการจัดการบริหารความเสี่ยง ESG เข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยงในบริบทของธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของธุรกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและการกำกับดูแล รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาวได้

1. นโยบายและแผนการบริหารความเสี่ยง

คณะกรรมการบริษัท ได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับการประเมินการบริหารความเสี่ยง โดยกําหนดให้มีระบบและวิธีการบริหารความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐานสากล โดยมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงประเมินประสิทธิภาพของการบริหาร และสอบทานผลการประเมินความเสี่ยง และกระบวนการทํางาน เพื่อควบคุมความเสี่ยงของหน่วยงานต่างๆ และรายงานให้คณะกรรมการบริษัททราบ รวมทั้งทบทวนและเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง รวมถึงให้ ความสําคัญกับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าหรือรายการผิดปกติ และให้เปิดเผยไว้ในรายงานประจําปี

2. ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดําเนินธุรกิจของบริษัท

ปัจจัยความเสี่ยงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2568 มีดังต่อไปนี้

2.1 ความเสี่ยงเกี่ยวกับการแข่งขัน

ธุรกิจจัดสรรบ้านและที่ดินเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงเป็นปกติอยู่โดยตลอด เพราะมีผู้ประกอบการในตลาดมากราย แต่ละรายก็เน้นที่จะเพิ่มยอดขายและกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ทุกบริษัทหันมาให้ความสำคัญกับโครงการแนวราบซึ่งเป็นสินค้าหลักของสัมมากรมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดของโครงการแนวราบสูงขึ้นมาก

แนวทางแก้ไข คือ ต้องติดตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะบ้านจัดสรร และทิศทางภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด วางแผนการก่อสร้างล่วงหน้าให้เหมาะสม สร้างบ้านคุณภาพตามความต้องการของตลาด ประการสำคัญต้องควบคุมต้นทุน เน้นการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ใช้วิธีและสื่อการตลาดที่มีประสิทธิภาพสามารถเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ภายใต้งบประมาณที่ตั้งไว้ สร้างความแตกต่าง และบริษัทฯ จะต้องปรับตัวให้ทันเหตุการณ์หากมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงหรือเกิดภาวะบ้านจัดสรรล้นตลาดเกิดขึ้น รวมทั้งการมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์สัมมากรให้แข็งแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มคนที่กำลังมองหาซื้อบ้านหรือจะซื้อบ้านในอนาคตอันใกล้ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการทำให้แบรนด์สัมมากรเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงเข้าใจในตัวธุรกิจของแบรนด์มากขึ้นเช่นเดียวกัน

2.2 ความเสี่ยงเรื่องกำลังซื้อลดลง

ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงถดถอยมีผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จึงอาจทำให้ผู้บริโภคที่แม้มีกำลังซื้อแต่อาจขาดความเชื่อมั่นและระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น

แนวทางแก้ไข คือ บริษัทฯ ต้องเน้นการสร้างบ้านคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ โดยใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยให้มากขึ้น ทั้งรูปแบบวัสดุและกระบวนการก่อสร้าง บริษัทฯ ต้องใช้การตลาดให้หลากหลายมากขึ้นรวมถึงตรงจุดในแต่ละกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ การสร้างมูลค่าของแบรนด์ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อแบรนด์เรามากขึ้น ง่ายขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องลดราคามากเกินไป เพราะจากผลสำรวจ ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะยอมซื้อสินค้าที่มีแบรนด์แข็งแรง เป็นที่รู้จักในราคาที่สูงกว่าแบรนด์ที่ไม่แข็งแรง แม้จะเป็นสินค้าแบบเดียวกัน

2.3 ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง

ความเสี่ยงดังกล่าว เป็นความเสี่ยงที่สำคัญยิ่งของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาขาดสภาพคล่องจะเกิดได้จากการที่รายรับของกิจการได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาก ในขณะที่ยอดรายจ่ายสูง หรือกรณีที่สภาพคล่องมีน้อย แต่มีการลงทุนเพิ่มจำนวนมาก หรือมีภาวะหนี้ผูกพันระยะสั้นที่ต้องจ่ายตามกำหนดเวลาจำนวนมาก

แนวทางแก้ไข คือ บริษัทฯ ต้องติดตามดูแลปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกระแสเงินสด บัญชีรายรับรายจ่ายอย่างใกล้ชิด และต้องไม่ก่อหนี้จำนวนมากเกินขีดความสามารถที่จะชำระได้ อาจต้องชะลอการลงทุนที่จะก่อภาระหนี้สินจำนวนมากออกไปก่อน หากจำเป็นต้องลงทุนก็ต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบรัดกุมที่สุด นอกจากนั้นจะต้องมีการเจรจาทำความตกลงกับธนาคารให้ผ่อนปรนมากที่สุด และจะต้องมีการสำรองเงินสดให้เพียงพอ รวมทั้งขอวงเงินกู้กับธนาคารสำรองไว้ด้วย และที่สำคัญต้องมีสัญญาณไว้คอยเตือนภัยเพื่อรู้ล่วงหน้าให้ทันเวลาก่อนที่จะเกิดปัญหา

2.4 ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk)

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ climate change ที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก และเป็นความเสี่ยงที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยส่งผลกระทบได้ในหลายๆ รูปแบบ อาทิ น้ำท่วมในบางพื้นที่หรือมลภาวะทางอากาศ เช่น pm 2.5 ภัยแล้ง สภาพอากาศแปรปรวน โดยทวีความรุนแรงขึ้นในแต่ละปี และไม่ได้ส่งผลเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติแต่ยังส่งผลต่อภาพรวมในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้ชีวิตและสภาพเศรษฐกิจ โดยทางบริษัทฯ มีมาตรการในการจัดการความเสี่ยงนี้ใน 2 ด้านหลักๆ 1. การเตรียมรับมือในกรณีเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าขึ้น เช่น การกำหนดวิธีการจัดการในกรณีเกิดน้ำท่วมขึ้น เป็นต้น 2. การเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหา climate change ในระยะยาว ผ่านการให้ความสำคัญในการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เช่น การคำนึงถึงกาจัดการขยะจากการก่อสร้าง เป็นต้น