ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน

ภาพรวมของผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

ในปี 2564-2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 1,442 ล้านบาท 2,404 ล้านบาท 2,003 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2566 ลดลงจากปี 2565 ซึ่งมีรายได้รวมเท่ากับ 2,003 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.68 โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,758 ล้านบาท รายได้การให้เช่า 88 ล้านบาท รายได้ค่าบริการ 114 ล้านบาท รายได้จากการขายอาหารและเบเกอรี่ 20 ล้านบาท รายได้อื่น 23 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ สำหรับปี เท่ากับ 35 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.05 บาทโดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายทั้งหมด 12 โครงการ ณ สิ้นปี 66 มียอดขายรอโอน (Backlog) รวมมูลค่าประมาณ 812 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานปี 2566

รายได้

บริษัทฯ มีนโยบายการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เมื่อกลุ่มบริษัทได้มีการโอนอำนาจควบคุมในสินค้าให้กับลูกค้าแล้ว ณ เวลาใดเวลาหนึ่งกล่าวคือเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แสดงตามมูลค่าที่ได้รับหักด้วยส่วนลดและค่าใช้จ่ายที่กลุ่มบริษัทจ่ายแทนให้แก่ลูกค้าโดยในปี 2564 - 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้แยกตามโครงสร้างรายได้ดังนี้

ประเภทรายได้ 2566 2565 2564
ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
รายได้
รายได้จากการขายบ้านและที่ดิน 1,758 87.77% 2,166 90.10% 1,241 86.06%
รายได้จากการให้เช่า 88 4.39% 108 4.49% 97 6.73%
รายได้จากค่าบริการ 114 5.69% 92 3.83% 87 6.03%
รายได้จากการขายอาหารและเบเกอรี่ 20 1.00% 22 0.91% 2 0.14%
รายได้อื่น 23 1.15% 16 0.67% 15 1.04%
รวมรายได้ 2,003 100.00% 2,404 100.00% 1,442 100.00%

สำหรับปี 2564-2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายหลักของบริษัท มาจากการจำหน่ายโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านและที่ดิน เท่ากับ 1,241 ล้านบาท 2,166 ล้านบาท และ 1,758 ล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 86.06 ร้อยละ 90.10 และร้อยละ 87.77 ของรายได้รวม ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปี 2566 รายได้จากการขายบ้านและที่ดิน ลดลงคิดเป็นร้อยละ 18.84 เทียบปี 2565 และปี 2565 รายได้จากการขายบ้านและที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 74.54 เทียบปี 2564 ซึ่งรายได้จากการขาย ประกอบด้วยรายได้จากการพัฒนาที่ดิน และก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย รับรู้รายได้จากการขายบ้าน ที่ดิน เมื่อบริษัทฯ ได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว

และบริษัทฯ ยังมีรายได้พื้นที่เช่าซึ่งเป็นอีกธุรกิจที่สำคัญของ บริษัท เพียวสัมมากร ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ให้เช่าช่วงที่ดินและให้เช่าอาคารและส่วนควบอาคารของโครงการสัมมากรเพลสรังสิต โครงการสัมมากรเพลสรามคำแหง (เวสต์) และโครงการสัมมากรเพลส ราชพฤกษ์ เป็นระยะเวลา 30 ปี นอกจากนี้ยังดำเนินธุรกิจพื้นที่เช่าตลาดนัดในนามตลาดนัดสัมมากร เมืองเอก ซึ่งในปี 2565 ได้ดำเนินการขยายพื้นที่เช่าตลาดนัดแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้เช่าต้นปี 2566 สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัท เริ่มดำเนินธุรกิจช่วงปลายปี 2564 ในแบรนด์ NICO NICO จำหน่ายอาหารและเบเกอรี่ มีสาขาอยู่ทองหล่อ สถานที่ตั้งอยู่ระหว่าง ทองหล่อซอย 19-21 เป็นร้านอาหารตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น มีเมนูอาหารเพื่อสุขภาพไว้บริการ ในส่วนของเบเกอรี่ได้มีนำไปวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และในปลายปี 2566 มีการเปิดสาขา เพิ่ม 1 สาขา ได้แก่สาขาหลังสวน(LAUGH By nico nico) และในปี 2567 จะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขา เพื่อเพิ่มยอดขายในอนาคตอีกด้วย ในปี 2566 มีรายได้ 20 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.09 เมื่อเทียบกับปี 2565

สำหรับรายได้อื่น ในปี 2564-2566 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้อื่น เท่ากับ 15 ล้านบาท 16 ล้านบาท และ 23 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปี 2566 รายได้อื่นเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 43.75 เทียบปี 2565 และปี 2565 รายได้อื่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.67 เทียบปี 2564 หลักๆ เป็นผลมาจากค่าบริหารจัดการ เงินปันผลรับ

ต้นทุนขาย

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีนโยบายการบัญชีรับรู้ต้นทุนขายบ้านพร้อมที่ดินโดยการปันส่วนต้นทุนการพัฒนาทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของแต่ละโครงการ (โดยคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแล้วด้วย) ให้กับบ้านพร้อมที่ดินที่ขายตามอัตราส่วนพื้นที่ที่ขายของแต่ละโครงการ และรับรู้เป็นต้นทุนขายตามอัตราส่วนพื้นที่ที่ขายของแต่ละโครงการ โดยต้นทุนขายของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประกอบด้วยต้นทุนการพัฒนาที่ดิน ต้นทุนค่าก่อสร้างและพัฒนาสาธารณูปโภคส่วนกลาง ต้นทุนการกู้ยืมเงิน รวมถึงต้นทุนของสินค้าอื่นที่กลุ่มบริษัทได้ส่งมอบให้กับลูกค้าตามสัญญา เช่น เฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่ง ซึ่งถือเป็นส่วนควบของบ้านหรือหน่วยในอาคารชุดพักอาศัยที่ส่งมอบ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อมีการขาย

สำหรับปี 2564-2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เท่ากับ 953 ล้านบาท 1,636 ล้านบาท และ 1,290 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปี 2565 ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 71.67 เทียบปี 2564 และปี 2566 ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงร้อยละ 21.15 เทียบปี 2565 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปในทิศทางเดียวกันกับรายได้ โดยในปี 2564-2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนจากการขายบ้าน ที่ดิน และห้องชุด คิดเป็นร้อยละ 76.58 ร้อยละ 75.29 และร้อยละ 73.84 ของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ ทั้งนี้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการวางแผนงานก่อสร้างและควบคุมต้นทุนการพัฒนาสาธารณูปโภคส่วนกลาง และการซ่อมแซมอย่างรัดกุมทุกโครงการ

กำไรขั้นต้น

ปี 2564 และปี 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นเท่ากับ 334 ล้านบาทและ 590 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 23.42 และร้อยละ 24.71 ตามลำดับ สำหรับปี 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นเท่ากับ 518 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 26.16

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการขาย ปี 2564 และปี 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายในการขายจำนวน 116 ล้านบาทและ 188 ล้านบาท ตามลำดับ มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 8.04 และ 7.82 ตามลำดับ สำหรับปี 2566 มีค่าใช้จ่ายในการขายจำนวน 198 ล้านบาท มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 9.89 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนค่าใช้จ่ายในการขายปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.32 เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการทำโฆษณา และมีการสร้างแบรนด์ Corporate

ค่าใช้จ่ายในการบริหารปี 2564 และปี 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 153 ล้านบาท และ 240 ล้านบาท ตามลำดับ มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 10.61 และ 9.98 ตามลำดับ และในปี 2566 มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 246 ล้านบาท มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 12.28 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนค่าใช้จ่ายในการบริหารปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงิน 6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.50 เนื่องจากปี 2566 บริษัทย่อยตั้งด้อยค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนซึ่งคือที่ดินตลาดอุดมสุขมูลค่า 17 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 11 ล้านบาท ในปี 2566 เนื่องจากมีค่าซ่อมบำรุงรักษา สาธารณูปโภค เพื่อเตรียมส่งมอบโครงการปิดให้กับนิติบุคคลหมู่บ้าน

ค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงิน ประกอบไปด้วย ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ดอกเบี้ยจากการทำสัญญาเช่าทางการเงิน ดอกเบี้ยจ่ายจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งถูกบันทึกเป็นต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และค่าธรรมเนียมธนาคาร โดยในปี 2564 และปี 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงินจำนวน 30 ล้านบาท และ 35 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 2.08 และร้อยละ 1.46 ตามลำดับ ในขณะที่ปี 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงินจำนวน 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 1.00

กำไรสุทธิ

เมื่อพิจารณาผลประกอบการสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อยพบว่า ในปี 2564 และปี 2565 บริษัทมีผลประกอบการกำไรสำหรับปี (ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ) เท่ากับ 42 ล้านบาทและ 113 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราส่วนเมื่อเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 2.92 และร้อยละ 4.70 ตามลำดับ สำหรับปี 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลประกอบการกำไรสำหรับปี (ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ) เท่ากับ 35 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเมื่อเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 1.75

อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น

เมื่อพิจารณาอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นในช่วง 3 ปี พบว่าบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นระหว่างปี 2564-2566 อยู่ที่ร้อยละ 1.77 ร้อยละ 4.57 และร้อยละ 1.43 ตามลำดับ

การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน

สินทรัพย์

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 5,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 เป็นจำนวนเงิน 287 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 5.27 ทั้งนี้ สินทรัพย์หลักของบริษัท ประกอบด้วยต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 1,351 ล้านบาท ที่ดินรอการพัฒนา 2,372 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 933 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ร้อยละ 23.57 ร้อยละ 41.38 และร้อยละ 16.28 ตามลำดับ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 5,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 เป็นจำนวนเงิน 16 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.28 ทั้งนี้สินทรัพย์หลักของบริษัทประกอบด้วยต้นทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 2,360 ล้านบาท ที่ดินรอการพัฒนา 1,550 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 933 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ร้อยละ 41.06 ร้อยละ 26.97 และร้อยละ 16.23 ตามลำดับ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 6,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 เป็นจำนวนเงิน 610 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10.61 ทั้งนี้สินทรัพย์หลักของบริษัท ประกอบด้วย ต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 4,651 ล้านบาท ที่ดินรอการพัฒนา 198 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 898 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ร้อยละ 73.15 ร้อยละ 3.11 และร้อยละ 14.12 ตามลำดับ

หนี้สิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมเท่ากับ 3,192 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 เป็นจำนวนเงิน 257 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.76 โดยหลักๆ เพิ่มมาจากเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 602 ล้านบาท กู้ยืมเงินระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน 121 ล้านบาท แต่ในระหว่างปีก็มีการคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินจำนวน 451 ล้านบาทด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หนี้สินหลักของบริษัท ประกอบด้วย ค่าเช่ารับล่วงหน้า-สุทธิจากส่วนที่รอรับรู้เป็นรายได้ภายในหนึ่งปีจำนวน 923 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยาว-สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี จำนวน 1,497 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 16.10 และร้อยละ 26.12 ตามลำดับ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมเท่ากับ 3,089 ล้านบาท ลดลงจากปี 2564 เป็นจำนวนเงิน 103 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 3.23 มาจากการคืนเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินจำนวน 58 ล้านบาท และคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องจำนวน 90 ล้านบาท ทั้งนี้หนี้สินหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบด้วย ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี จำนวน 1,173 ล้านบาท คำนวณมาจากเป้าโอนกรรมสิทธิ์ที่บริษัทฯ และบริษัทย่อยได้ตั้งประมาณการรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 ไว้ที่ 1,970 ล้านบาท และค่าเช่ารับล่วงหน้า-สุทธิจากส่วนที่รอรับรู้เป็นรายได้ภายในหนึ่งปีจำนวน 889 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อย ละ 20.41 และร้อยละ 15.47 ตามลำดับ

และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมเท่ากับ 3,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 เป็นจำนวนเงิน 631 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.43 โดยหลักๆ เพิ่มมาจากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องจำนวน 310 ล้านบาท เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน จำนวน 131 ล้านบาท เงินมัดจำและเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเป็นเงิน 81 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยาวสถาบันการเงิน เป็นเงิน 170 ล้านบาท ทั้งนี้หนี้สินหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบด้วย ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี จำนวน 1,229 ล้านบาท คำนวนมาจากเป้าโอนกรรมสิทธิ์ที่บริษัทฯ และ บริษัทย่อยได้ตั้งประมาณการรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2567 ไว้ที่ 2,606 ล้านบาท และค่าเช่ารับล่วงหน้า-สุทธิจากส่วนที่รอรับรู้เป็นรายได้ภายในหนึ่งปีจำนวน 855 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อย ละ 19.33 และร้อยละ 13.45 ตามลำดับ

โดย ณ วันสิ้นปี 2564-2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินรวมกับเงินกู้ยืมระยะยาว เป็นจำนวน 1,726 ล้านบาท 1,577 ล้านบาท และ 1,878 ล้านบาท ตามลำดับคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมอยู่ที่ร้อยละ 54.07 ร้อยละ 51.08 และร้อยละ 50.48 ตามลำดับ ทั้งนี้เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินรวมกับเงินกู้ยืมระยะยาวหลักของบริษัท ประกอบด้วย ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีมีจำนวน 136 ล้านบาท 1,173 ล้านบาท และ 1,229 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมอยู่ที่ร้อยละ 4.26 ร้อยละ 37.97 และร้อยละ 33.04 ตามลำดับ โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือกู้มาเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ตามแผนงานพัฒนาโครงการ โดยที่บริษัทฯจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการของบริษัทฯ เป็นหลักประกันเงินกู้ยืมระยะยาวของบริษัทฯ ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ระบุในสัญญาเงินกู้นั้นๆ

ส่วนของผู้ถือหุ้น

ณ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2564-2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 2,541 ล้านบาท 2,658 ล้านบาท และ 2,637 ล้านบาท ตามลำดับ