ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน

ภาพรวมของผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

ในปี 2566-2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 2,003 ล้านบาท 1,583 ล้านบาท 1,562 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2568 ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีรายได้รวมเท่ากับ 1,562 ล้านบาท คิดเป็นลดลงร้อยละ 1.33 โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,250 ล้านบาท รายได้การให้เช่า 64 ล้านบาท รายได้ค่าบริการ 134 ล้านบาท รายได้จากการขายอาหารและเบเกอรี่ 40 ล้านบาท รายได้อื่น 74 ล้านบาท ส่งผลให้มีผลขาดทุนของส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ สำหรับปี เท่ากับ 19 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้นเท่ากับ 0.03 บาทโดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายทั้งหมด 12 โครงการ ณ สิ้นปี 68 มียอดขายรอโอน (Backlog) รวมมูลค่าประมาณ 145 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานปี 2568

รายได้

บริษัทฯ มีนโยบายการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เมื่อกลุ่มบริษัทได้มีการโอนอำนาจควบคุมในสินค้าให้กับลูกค้าแล้ว ณ เวลาใดเวลาหนึ่งกล่าวคือเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แสดงตามมูลค่าที่ได้รับหักด้วยส่วนลดและค่าใช้จ่ายที่กลุ่มบริษัทจ่ายแทนให้แก่ลูกค้าโดยในปี 2566-2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้แยกตามโครงสร้างรายได้ดังนี้

ประเภทรายได้ 2568 2567 2566
ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
รายได้
รายได้จากการขายบ้านและที่ดิน 1,250 80.03% 1,270 80.23% 1,758 87.77%
รายได้จากการให้เช่า 64 4.10% 62 3.92% 88 4.39%
รายได้จากค่าบริการ 134 8.58% 147 9.29% 114 5.69%
รายได้จากการขายอาหารและเบเกอรี่ 40 2.56% 39 2.46% 20 1.00%
รายได้อื่น 74 4.74% 65 4.11% 23 1.15%
รวมรายได้ 1,562 100% 1,583 100% 2,003 100%

สำหรับปี 2566-2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายหลักของบริษัท มาจากการจำหน่ายโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านและที่ดิน เท่ากับ 1,758 ล้านบาท 1,270 ล้านบาท และ 1,250 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 87.77 ร้อยละ 80.23 และร้อยละ 80.03 ของรายได้รวม ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปี 2568 รายได้จากการขายบ้านและที่ดิน ลดลงคิดเป็นร้อยละ 1.57 เทียบปี 2567 และปี 2567รายได้จากการขายบ้านและที่ดินลดลงร้อยละ 27.76 เทียบปี 2566 ซึ่งรายได้จากการขาย ประกอบด้วยรายได้จากการพัฒนาที่ดิน และก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย รับรู้รายได้จากการขายบ้าน ที่ดินเมื่อบริษัทฯ ได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว

และบริษัทฯ ยังมีรายได้พื้นที่เช่าซึ่งเป็นอีกธุรกิจที่สำคัญของ บริษัท เพียวสัมมากร ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ให้เช่าช่วงที่ดินและให้เช่าอาคารและส่วนควบอาคารของโครงการสัมมากรเพลสรังสิต โครงการสัมมากรเพลสรามคำแหง (เวสต์) และโครงการสัมมากรเพลส ราชพฤกษ์ เป็นระยะเวลา 30 ปี นอกจากนี้ยังดำเนินธุรกิจพื้นที่เช่าตลาดนัดในนามตลาดนัดสัมมากร เมืองเอก และตลาดนัดสัมมากร-รามคำแหง

สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัท เริ่มดำเนินธุรกิจช่วงปลายปี 2564 ในแบรนด์ NICO NICO จำหน่ายอาหารและเบเกอรี่ มีสาขาทองหล่อ สาขาหลังสวน (LAUGH By nico nico) ซึ่งเป็นร้านอาหารตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น มีเมนูอาหารเพื่อสุขภาพไว้บริการ ในส่วนของเบเกอรี่ได้มีนำไปวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สำหรับสาขา Emporium มีการเปิดขายเครื่องดื่มเพิ่ม และปี 2568 มีการเปิดสาขา เพิ่ม 1 คือสาขาเกษรอัมรินทร์ ตั้งอยู่ตรงทางเชื่อม BTS ชิดลม เป็นร้านกาแฟและอาหารในคอนเซป Meals That Make You Smile ในปี 2568 มีรายได้ 40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 เมื่อเทียบกับปี 2567

สำหรับรายได้อื่น ในปี 2566-2568 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้อื่น เท่ากับ 23 ล้านบาท 65 ล้านบาท และ 74 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปี 2568 รายได้อื่นเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 13.85 เทียบปี 2567 และปี 2567 รายได้อื่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 182.61 เทียบปี 2566 หลักๆ เป็นผลมาจากรายได้จากการผิดสัญญาจากลูกค้า เงินปันผลรับ รายได้ค่าบริหารจัดการ และรายได้จากการขายทรัพย์สิน

ต้นทุนขาย

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีนโยบายการบัญชีรับรู้ต้นทุนขายบ้านพร้อมที่ดินโดยการปันส่วนต้นทุนการพัฒนาทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของแต่ละโครงการ (โดยคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแล้วด้วย) ให้กับบ้านพร้อมที่ดินที่ขายตามอัตราส่วนพื้นที่ที่ขายของแต่ละโครงการ และรับรู้เป็นต้นทุนขายตามอัตราส่วนพื้นที่ที่ขายของแต่ละโครงการ โดยต้นทุนขายของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประกอบด้วยต้นทุนการพัฒนาที่ดิน ต้นทุนค่าก่อสร้างและพัฒนาสาธารณูปโภคส่วนกลาง ต้นทุนการกู้ยืมเงิน รวมถึงต้นทุนของสินค้าอื่นที่กลุ่มบริษัทได้ส่งมอบให้กับลูกค้าตามสัญญา เช่น เฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่ง ซึ่งถือเป็นส่วนควบของบ้านหรือหน่วยในอาคารชุดพักอาศัยที่ส่งมอบ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อมีการขาย

สำหรับปี 2566-2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เท่ากับ 1,290 ล้านบาท 961 ล้านบาท และ 968 ล้านบาท ตามลำดับ ปี 2568 ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 0.73 เทียบปี 2567 และปี 2567 ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงร้อยละ 25.50 เทียบปี 2566 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปในทิศทางเดียวกันกับรายได้ โดยในปี 2566-2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนจากการขายบ้าน ที่ดิน และห้องชุด คิดเป็นร้อยละ 73.38 ร้อยละ 75.67 และร้อยละ 77.44 ของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ ทั้งนี้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการวางแผนงานก่อสร้างและควบคุมต้นทุนการพัฒนาสาธารณูปโภคส่วนกลาง และการซ่อมแซมอย่างรัดกุมทุกโครงการ

กำไรขั้นต้น

ปี 2566 และปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นเท่ากับ 518 ล้านบาทและ 370 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 26.16 และร้อยละ 24.37 ตามลำดับ สำหรับปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นเท่ากับ 329 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 22.11

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการขาย ปี 2566 และปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายในการขายจำนวน 198 ล้านบาทและ 143 ล้านบาท ตามลำดับ มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 9.89 และ 9.03 ตามลำดับ สำหรับปี 2568 มีค่าใช้จ่ายในการขายจำนวน 133 ล้านบาท มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 8.51 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนค่าใช้จ่ายในการขายปี 2568 ลดลง เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลงร้อยละ 6.99 ค่าใช้จ่ายดังกล่าวผันแปรตามรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพยที่ลดลง

ค่าใช้จ่ายในการบริหารปี 2566 และปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 246 ล้านบาท และ 256 ล้านบาท ตามลำดับ มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 12.28 และ 16.17 ตามลำดับ และในปี 2568 มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 217 ล้านบาท มีสัดส่วนต่อรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 13.89 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนค่าใช้จ่ายในการบริหารปี 2568 ลดลง เป็นจำนวนเงิน 39 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลงร้อยละ 15.23 โดยมีสาเหตุหลักจากการที่บริษัทฯและบริษัทย่อย ควบคุมค่าใช่จ่ายทั้งเงินเดือนและผลประโยชน์พนักงาน ค่ารักษาความสะอาด ค่ารักษาความปลอดภัยสำนักงาน และค่าธรรมเนียม LG ลดลงเนื่องจากมีการถอนค้ำประกัน สำหรับโครงการที่ขายหมดแล้ว

ค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงิน ประกอบไปด้วย ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ดอกเบี้ยจากการทำสัญญาเช่าทางการเงิน ดอกเบี้ยจ่ายจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งถูกบันทึกเป็นต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และค่าธรรมเนียมธนาคาร โดยในปี 2566 และปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงินจำนวน 20 ล้านบาท และ 49 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 1.00 และร้อยละ 3.10 ตามลำดับ ในขณะที่ปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายต้นทุนทางการเงินจำนวน 52 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 3.33

กำไรสุทธิ

เมื่อพิจารณาผลประกอบการสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อยพบว่า ในปี 2566 บริษัทมีผลประกอบการกำไรสำหรับปี (ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ) เท่ากับ 35 ล้านบาทคิดเป็นอัตราส่วนเมื่อเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 1.75 ในปี2567 บริษัทย่อยมีผลประกอบการขาดทุนสำหรับปี (ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ) 51 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเมื่อเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 3.22 สำหรับปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลประกอบการขาดทุนสำหรับปี (ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ) เท่ากับ 19 ล้านบาทคิดเป็นอัตราส่วนเมื่อเทียบกับรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 1.22

อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น

เมื่อพิจารณาอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นในช่วง 3 ปี พบว่าบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นระหว่างปี 2566-2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.43 ร้อยละ (2.19) และร้อยละ (0.85) ตามลำดับ

การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน

สินทรัพย์

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 6,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 เป็นจำนวนเงิน 610 ล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 10.61 ทั้งนี้ สินทรัพย์หลักของบริษัท ประกอบด้วยต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 4,651 ล้านบาท ที่ดินรอการพัฒนา 198 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 898 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ร้อยละ 73.15 ร้อยละ 3.11 และร้อยละ 14.13 ตามลำดับ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 6,046 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 เป็นจำนวนเงิน 312 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.91 ทั้งนี้สินทรัพย์หลักของบริษัท ประกอบด้วย ต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 4,536 ล้านบาท ที่ดินรอการพัฒนา 136 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 878 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ร้อยละ 75.02 ร้อยละ 2.25 และร้อยละ 14.52 ตามลำดับ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 5,393 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 เป็นจำนวนเงิน 654 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.82 ทั้งนี้สินทรัพย์หลักของบริษัท ประกอบด้วย ต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 4,012 ล้านบาท ที่ดินรอการพัฒนา 16 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 1,003 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ร้อยละ 74.40 ร้อยละ 0.31 และร้อยละ 18.59 ตามลำดับ

หนี้สิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมเท่ากับ 3,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 เป็นจำนวนเงิน 631 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.43 โดยหลักๆ เพิ่มมาจากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องจำนวน 310 ล้านบาท เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน จำนวน 131 ล้านบาท เงินมัดจำและเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเป็นเงิน 81 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยาวสถาบันการเงิน เป็นเงิน 170 ล้านบาท ทั้งนี้หนี้สินหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน จำนวน 1,712 ล้านบาท และค่าเช่ารับล่วงหน้ารอรับรู้รายได้ จำนวน889 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อย ละ 26.93 และร้อยละ 13.98 ตามลำดับ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมเท่ากับ 3,479 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 เป็นจำนวนเงิน 241 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 6.48 โดยหลักๆ ลดมาจากจำเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเป็นเงิน 63 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยาวสถาบันการเงิน เป็นเงิน 136 ล้านบาท ทั้งนี้หนี้สินหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบด้วย เงินกู้ระยะยาวที่สถาบันการเงิน จำนวน 1,576 ล้านบาท และค่าเช่ารับล่วงหน้าจำนวน 855 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 26.07 และร้อยละ 14.13 ตามลำดับ

และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมเท่ากับ 2,846 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 เป็นจำนวนเงิน 634 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 18.22 โดยหลักๆ ลดมาเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น 27 ล้านบาท เงินมัดจำเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเป็นเงิน 72 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยาวสถาบันการเงิน เป็นเงิน 527 ล้านบาท ทั้งนี้หนี้สินหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบด้วย เงินกู้ระยะยาวที่สถาบันการเงิน จำนวน 1,050 ล้านบาท และค่าเช่ารับล่วงหน้าจำนวน 820 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 19.46 และร้อยละ 15.21 ตามลำดับ

โดย ณ วันสิ้นปี 2566-2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินรวมกับเงินกู้ยืมระยะยาว เป็นจำนวน 1,878 ล้านบาท 1,743 ล้านบาท และ 1,237 ล้านบาท ตามลำดับคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมอยู่ที่ร้อยละ 50.48 ร้อยละ 50.10 และร้อยละ 43.46 ตามลำดับ ทั้งนี้เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินรวมกับเงินกู้ยืมระยะยาวหลักของบริษัท ประกอบด้วย เงินกู้ยืมระยะยาวสถาบันการเงินมีจำนวน 1,712 ล้านบาท 1,576 ล้านบาท และ 1,050 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับหนี้สินรวมอยู่ที่รัอย 46.02 ร้อยละ 45.30 และร้อยละ 36.89 ตามลำดับ โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือกู้มาเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ตามแผนงานพัฒนาโครงการ โดยที่บริษัทฯ จดจำนองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการของบริษัทฯ เป็นหลักประกันเงินกู้ยืมระยะยาวของบริษัทฯ ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ระบุในสัญญาเงินกู้นั้นๆ

ส่วนของผู้ถือหุ้น

ณ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2566-2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 2,637 ล้านบาท 2,567 ล้านบาท และ 2,547 ล้านบาท ตามลำดับ