ประวัติความเป็นมา
บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ก่อนตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ดำเนินธุรกิจ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ประเภทบ้านจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร
บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทบ้านจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินเพื่อขายเป็นหลัก จวบจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 50 ปีบริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการเพื่ออยู่อาศัยและส่งมอบบ้านแก่ผู้ซื้อแล้วกว่า 6,000 หน่วย โดยบริษัทฯมุ่งเน้นที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ เพื่อการอยู่อาศัยที่ดีของคนไทยในราคาที่เหมาะสมนอกจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายแล้ว บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทให้เช่า โดยพัฒนาศูนย์การค้าชุมชน ภายใต้ชื่อ ศูนย์การค้าสัมมากรเพลส (Sammakorn Place) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนถนนรังสิตคลอง 2 ถนนรามคำแหง และถนนราช-พฤกษ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการหารายได้ที่สม่ำเสมอให้กับบริษัทฯ และสร้างรายได้ในระยะยาวให้มีความผันผวนน้อยลงอีกทั้งยังสร้างเครือข่ายชุมชนให้มีความสะดวกสบายในการพักอาศัยอีกด้วย
“เราไม่เพียงสร้างบ้าน แต่เราสร้างสังคม”
ลักษณะการประกอบธุรกิจ
รายได้หลักของบริษัทฯมาจากการจำหน่ายโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเป็นหลัก
บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่พักอาศัยโดยเน้นพัฒนาที่พักอาศัยแนวราบเป็นหลักโดยมีสินค้าที่ตอบโจทย์เรื่องราคาและความต้องการสำหรับหลายกลุ่มลูกค้า อาทิ ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว บ้านเดี่ยว luxury+ โดยโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และมีโครงการในต่างจังหวัด 1 โครงการ ได้แก่ โครงการบาร์นยาร์ด เขาใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งแต่ละโครงการจะมีกลุ่มเป้าหมายการตลาดหลักที่ต่างกันออกไป
โครงการของบริษัทฯ ทั้งหมดมีลักษณะเป็นโครงการสร้างเสร็จก่อนขาย ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว ภายใต้ชื่อแบรนด์ “สัมมากร” ที่ใช้มาอย่างยาวนานและแบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ มิตติ และแบรนด์อนาพนา ในส่วนของทาวน์โฮม 2 และ 3 ชั้น ภายใต้ชื่อแบรนด์ “สัมมากร อเวนิว” ซึ่งเน้นตั้งอยู่ในเขตชุมชนใกล้กับสถานที่อำนวยความสะดวก และแหล่งคมนาคมเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบ โครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงของบริษัทฯ ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้ชื่อแบรนด์ “สัมมากร S9” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า แหล่งการค้า และโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบกลุ่ม Luxury ทำเลในเมือง Providence Lane และ Super Luxury ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ โครงการ “Park Heritage” และโครงการในต่างจังหวัด ได้แก่ โครงการ “บาร์นยาร์ด” เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
| ประเภทผลิตภัณฑ์ | |||
|---|---|---|---|
| ระดับราคา | บ้านเดี่ยว / บ้านแฝด / มิกซ์โปรดักส์ | ทาวน์โฮม / ช็อปเฮ้าส์ / โฮมออฟฟิศ | คอนโดมิเนียม |
| > 20.00 ล้านบาทต่อยูนิต | > 7.00 ล้านบาทต่อยูนิต | > 250,000 บาทต่อตร.ม. | |
| สูง | ![]() |
||
![]() |
|||
![]() |
|||
| 8.00-20.00 ล้านบาทต่อยูนิต | 3.00-7.00 ล้านบาทต่อยูนิต | 150,000-250,000 บาทต่อตร.ม. | |
| ปานกลาง | |||
![]() |
![]() |
||
![]() |
|||
| > 3.50-8.00 ล้านบาทต่อยูนิต | < 3.00 ล้านบาทต่อยูนิต | < 150,000 บาทต่อตร.ม | |
| ต่ำ | |||
![]() |
|||
![]() |
|||
นโยบายดำเนินธุรกิจ
ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปี ที่สัมมากรไม่เพียงแต่สร้างบ้านและที่อยู่อาศัย แต่เรายังมีประสบการณ์ในการดูแลลูกบ้านกว่าหมื่นชีวิต เราจึงรู้ถึงความต้องการในทุกมิติ เข้าใจถึงการใช้ชีวิตในบ้านที่หลากหลาย และเปลี่ยนไปของคนไทย เป็นที่มาของปรัชญาบริษัท “บ้านที่หลับสบาย” ที่สัมมากรนำไปใช้ในการคิดทุกรายละเอียดอย่างใส่ใจ และออกแบบให้ทุกพื้นที่ในบ้านถูกใช้สอยอย่างเหมาะสมลงตัวกับวิถีชีวิตของคนไทยทุกยุคทุกสมัย
หลังจากบริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนนโยบายสร้างบ้านแบบสั่งสร้าง มาเป็นสร้างเสร็จก่อนขาย ทำให้บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นที่จะดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อไป โดยบริษัทฯ ได้เพิ่มนโยบายการส่งมอบบ้าน และห้องชุดให้แก่ลูกค้าด้วยคุณภาพที่ดี และตรงเวลา ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เน้นให้บ้านทุกหลัง และห้องชุดทุกยูนิตที่จะส่งมอบให้แก่ลูกค้า ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพจากทั้งทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ และทีมดูแลลูกค้า โดยการเสริมขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพระหว่างหน่วยงาน (Quality Control) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบ้าน และห้องชุดที่สร้างเสร็จจะถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ได้คุณภาพ และตรงความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย บริษัทฯ มั่นใจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทฯ และยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
ในปีที่ผ่านมา ทางบริษัทยังคงให้ความสำคัญในทุกด้านครอบคลุมทุกประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับตั้งแต่การทำการตลาดที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย การเสนอโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อ การส่งมอบบ้านและห้องชุดที่มีคุณภาพดี รวมทั้งใส่ใจและให้ความสำคัญอย่างเต็มที่กับงานบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับความพึงพอใจสูงสุด โดยบริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายที่จะสร้างสังคมเพื่ออยู่อาศัย และออกกฎระเบียบการอยู่อาศัยร่วมกันของลูกบ้าน เพื่อเป็นการวางรากฐานสังคมที่ดีให้กับชุมชนในอนาคต รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขช่องทางการสื่อสารระหว่างบริษัทและลูกบ้านให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้พนักงานที่ดูแลการบริการหลังการขายในแต่ละโครงการสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้า และสามารถให้การบริการที่ดีเกินความคาดหวัง
โดยนอกจากธุรกิจหลักแล้ว ทางบริษัทยังมีบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ธุรกิจพื้นที่เช่า ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น โดยในปี 2568 ธุรกิจพื้นที่เช่ายังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยสามารถเพิ่มจำนวนผู้เช่าในสาขาตลาดสัมมากรเมืองเอกให้มากขึ้นโดยเน้นไปที่ทั้งผู้เช่ารายเดือนและผู้เช่ารายวัน รวมทั้งยังสามารถขยายธุรกิจ Street Food ในบริเวณสัมมากรรามคำแหงให้มีการเติบโตในแง่รายได้มากขึ้นกว่าปีก่อนได้อย่างมีนัยยะผ่านการกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารวมถึงการปล่อยพื้นที่ให้เช่าในการทำกิจกรรมระยะสั้นสำหรับผู้สนใจโดยแทบใม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเดิม ในส่วนของตลาดสัมมากรรามคำแหงได้มีการย้ายไปตลาดชั่วคราวเพราะตลาดเดิมได้มีการปรับปรังพัฒนาตลาดโฉมใหม่ที่จะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2569
โครงสร้างรายได้
โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบด้วยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งในปี 2568 มีสัดส่วนร้อยละ 80.03 ของรายได้รวม นอกจากนั้นเป็นรายได้จากการให้เช่า รายได้จากการบริการ รายได้จากการขายอาหารและเบเกอรี่ และรายได้อื่นๆ โครงสร้างรายได้ในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมามีสัดส่วนดังนี้
โครงสร้างรายได้เปรียบเทียบ 3 ปี (งบการเงินรวม)
(หน่วย : ล้านบาท)
| ประเภทรายได้ | ดำเนินการโดย | % การถือหุ้น | 2568 | 2567 | 2566 | |||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ล้านบาท | ร้อยละ | ล้านบาท | ร้อยละ | ล้านบาท | ร้อยละ | |||
| รายได้จากการขายบ้านและที่ดิน | SAMCO, SMKP, SMK-JV1, SMK-JV2 | SMKP 51%, SMK-JV1 66%, SMK-JV2 100% | 1,250 | 80.03 | 1,270 | 80.23 | 1,758 | 87.77 |
| รายได้จากการให้เช่า | SAMCO, PSDC | 100% | 64 | 4.10 | 62 | 3.92 | 88 | 4.39 |
| รายได้จากค่าบริการ | SAMCO, PSDC, SMKP, SMK-JV1, SMK-JV2 | SMKP 51%, SMK-JV1 66%, SMK-JV2 100% | 134 | 8.58 | 147 | 9.29 | 114 | 5.69 |
| รายได้จากการขายอาหารและเบเกอรี่ | SFB | 100% | 40 | 2.56 | 39 | 2.46 | 20 | 1.00 |
| รายได้อื่น | 74 | 4.74 | 65 | 4.11 | 23 | 1.15 | ||
| รวมรายได้ | 1,562 | 100 | 1,583 | 100 | 2,003 | 100 | ||
หมายเหตุ : SAMCO หมายถึง บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน)
SMKP หมายถึง บริษัท สัมมากร พลัส จำกัด
SMK-JV1 หมายถึง บริษัท สัมมากร-เจวี1 จำกัด
SMK-JV2 หมายถึง บริษัท สัมมากร-เจวี2 จำกัด
PSDC หมายถึง บริษัท เพียวสัมมากร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
SFB หมายถึง บริษัท สัมมากร เอฟแอนด์บี จำกัด
โครงการในอนาคต
| โครงการ | ที่ตั้งโครงการ | ดำเนินการโดย | จำนวนยูนิต | ระดับราคา (ล้านบาท) | มูลค่าโครงการ (ล้านบาท) | ความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการ | คาดว่าเปิดขาย |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 91 Kinton (ลาดพร้าว 91) | ซอยลาดพร้าว 91 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง |
SMKP | 17 | 15 | 310 | 40% | พ.ค. 2569 |
หมายเหตุ : SMKP หมายถึง บริษัท สัมมากร พลัส จำกัด
ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ
ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของสื่อการตลาดรวมทั้งเนื้อหาทางการสื่อสารทางการตลาดให้ได้ผล และมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อกลุ่มเป้าหมายในแต่ละ Segment ของบริษัท รวมทั้งยังคงมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์สัมมากรและในเครือให้เป็นที่รู้จักและช่วยสร้างเสริมมูลค่าให้กับสินค้าได้ และในปี 2568 ยังคงมุ่งเน้นไปที่การใช้งบการตลาดและงบแบรนด์ดิ้งให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดค่าการตลาดให้ได้มากที่สุดแต่ยังคงสามารถเพิ่มยอดผู้เข้าชมโครงการและยอดจองให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้อีกด้วย ในสถานการณ์ที่ตลาดโดยรวมค่อนข้าง slow ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 ที่สินค้ามีมากในตลาดในขณะที่ความต้องการกลับลดลงทั้งในแง่จำนวนและศักยภาพของผู้ซื้อ ทางบริษัทฯ ยังคงคาดหวังให้มี Share of voice ในตลาดได้มากยิ่งขึ้น เป็นที่รู้จัก (Awareness) ในกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงเข้าไปอยู่ในตัวเลือกอันดับแรกๆ ในใจของลูกค้า (Top of Mind) ในการเลือกซื้อบ้านที่อยู่อาศัย เพิ่มศักยภาพของสื่อทางการตลาดที่ใช้อยู่ และเพิ่มช่องทางอื่นๆ หรือวิธีการสื่อสารด้วยเนื้อหาที่สอดคล้องต่อความสนใจของลูกค้าในแต่ละ Segment เน้นสร้างการรับรู้และเป็นที่รู้จักของแบรนด์สัมมากรรวมถึงแบรนด์รองในแต่ละโครงการให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในตลาด
โดยปี 2568 ทางบริษัทได้มีการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ รวมทั้งยังเป็นปีที่ทางบริษัทให้ความสำคัญในการทำความเข้าใจแบรนด์กับพนักงานอีกด้วย โดยมีแคมเปญ ONE SAMMAKORN ที่ถูกจัดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างแบรนด์สัมมากรให้แข็งแรงในใจของพนักงานทุกคนที่ถือเป็น Brand Ambassador ที่สำคัญที่สุดของบริษัท

ปัจจัยที่ทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้
ในปี 2568 ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีการแข่งขันสูงมาก เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัว บริษัทโดยส่วนใหญ่เน้นการทำราคาโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายส่งผลกระทบต่อกำไร โดยเฉพาะในโครงการแนวราบที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ ต้องปรับวิธีการทำการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาปัจจัยต่างๆ อาทิ สภาพความเรียบร้อยของโครงการ การต้อนรับลูกค้า และอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะสามารถดึงดูดอุปทานที่เหลืออยู่ในตลาดได้
บริษัทฯ ได้มีการประยุกต์ใช้แนวทางการจัดการบริหารความเสี่ยง ESG เข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยงในบริบทของธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของธุรกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและการกำกับดูแล รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาวได้
สำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการและการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีจริยธรรม และมีความมุ่งมั่นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด เริ่มตั้งแต่การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เพียงพอต่อการตัดสินใจ รวมถึงการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพและบริการที่ดี รวมทั้งจัดให้มีระบบช่องทางการติดต่อสำหรับให้ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการ โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าหลังเยี่ยมชมโครงการเฉลี่ยเท่ากับ 4.43 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 โดยมีการประเมิณใน 6 เรื่อง ดังนี้
- ทำเลที่ตั้งโครงการ สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัยตรงต่อความต้องการ ได้รับ 4.09 คะแนน
- แบบบ้าน จำนวนห้อง พื้นที่ใช้สอย ตรงความต้องการ ได้รับ 4.51 คะแนน
- สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยในโครงการ เพียงพอต่อความต้องการ ได้รับ 4.33 คะแนน
- สภาพแวดล้อมภายในโครงการสะอาด สวยงาม และน่าอยู่อาศัย ได้รับ 4.45 คะแนน
- พนักงานขายให้ข้อมูลโครงการครบถ้วน ชัดเจน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อ ได้รับ 4.72 คะแนน
- ภาพลักษณ์ของบริษัทฯ มีผลต่อการตัดสินใจของท่านหรือไม่ ได้รับ 4.48 คะแนน
ความเสี่ยงหลักในการดำเนินธุรกิจและแนวทางป้องกันแก้ไข
ปัจจัยความเสี่ยงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2568 มีดังต่อไปนี้
- ความเสี่ยงเกี่ยวกับการแข่งขัน
ธุรกิจจัดสรรบ้านและที่ดินเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงเป็นปกติอยู่โดยตลอด เพราะมีผู้ประกอบการในตลาดมากราย แต่ละรายก็เน้นที่จะเพิ่มยอดขายและกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ทุกบริษัทหันมาให้ความสำคัญกับโครงการแนวราบซึ่งเป็นสินค้าหลักของสัมมากรมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดของโครงการแนวราบสูงขึ้นมาก
แนวทางแก้ไข คือ ต้องติดตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะบ้านจัดสรร และทิศทางภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด วางแผนการก่อสร้างล่วงหน้าให้เหมาะสม สร้างบ้านคุณภาพตามความต้องการของตลาด ประการสำคัญต้องควบคุมต้นทุน เน้นการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ใช้วิธีและสื่อการตลาดที่มีประสิทธิภาพสามารถเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ภายใต้งบประมาณที่ตั้งไว้ สร้างความแตกต่าง และบริษัทฯ จะต้องปรับตัวให้ทันเหตุการณ์หากมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงหรือเกิดภาวะบ้านจัดสรรล้นตลาดเกิดขึ้น รวมทั้งการมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์สัมมากรให้แข็งแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มคนที่กำลังมองหาซื้อบ้านหรือจะซื้อบ้านในอนาคตอันใกล้ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการทำให้แบรนด์สัมมากรเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงเข้าใจในตัวธุรกิจของแบรนด์มากขึ้นเช่นเดียวกัน - ความเสี่ยงเรื่องกำลังซื้อลดลง
ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงถดถอยมีผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จึงอาจทำให้ผู้บริโภคที่แม้มีกำลังซื้อแต่อาจขาดความเชื่อมั่นและระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น
แนวทางแก้ไข คือ บริษัทฯ ต้องเน้นการสร้างบ้านคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ โดยใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยให้มากขึ้น ทั้งรูปแบบวัสดุและกระบวนการก่อสร้าง บริษัทฯ ต้องใช้การตลาดให้หลากหลายมากขึ้นรวมถึงตรงจุดในแต่ละกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ การสร้างมูลค่าของแบรนด์ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อแบรนด์เรามากขึ้น ง่ายขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องลดราคามากเกินไป เพราะจากผลสำรวจ ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะยอมซื้อสินค้าที่มีแบรนด์แข็งแรง เป็นที่รู้จักในราคาที่สูงกว่าแบรนด์ที่ไม่แข็งแรง แม้จะเป็นสินค้าแบบเดียวกัน - ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง
ความเสี่ยงดังกล่าว เป็นความเสี่ยงที่สำคัญยิ่งของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาขาดสภาพคล่องจะเกิดได้จากการที่รายรับของกิจการได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาก ในขณะที่ยอดรายจ่ายสูง หรือกรณีที่สภาพคล่องมีน้อย แต่มีการลงทุนเพิ่มจำนวนมาก หรือมีภาวะหนี้ผูกพันระยะสั้นที่ต้องจ่ายตามกำหนดเวลาจำนวนมาก
แนวทางแก้ไข คือ บริษัทฯ ต้องติดตามดูแลปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกระแสเงินสด บัญชีรายรับรายจ่ายอย่างใกล้ชิด และต้องไม่ก่อหนี้จำนวนมากเกินขีดความสามารถที่จะชำระได้ อาจต้องชะลอการลงทุนที่จะก่อภาระหนี้สินจำนวนมากออกไปก่อน หากจำเป็นต้องลงทุนก็ต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบรัดกุมที่สุด นอกจากนั้นจะต้องมีการเจรจาทำความตกลงกับธนาคารให้ผ่อนปรนมากที่สุด และจะต้องมีการสำรองเงินสดให้เพียงพอ รวมทั้งขอวงเงินกู้กับธนาคารสำรองไว้ด้วย และที่สำคัญต้องมีสัญญาณไว้คอยเตือนภัยเพื่อรู้ล่วงหน้าให้ทันเวลาก่อนที่จะเกิดปัญหา - ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk)
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ climate change ที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก และเป็นความเสี่ยงที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยส่งผลกระทบได้ในหลายๆ รูปแบบ อาทิ น้ำท่วมในบางพื้นที่หรือมลภาวะทางอากาศ เช่น pm 2.5 ภัยแล้ง สภาพอากาศแปรปรวน โดยทวีความรุนแรงขึ้นในแต่ละปี และไม่ได้ส่งผลเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติแต่ยังส่งผลต่อภาพรวมในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้ชีวิตและสภาพเศรษฐกิจ โดยทางบริษัทฯ มีมาตรการในการจัดการความเสี่ยงนี้ใน 2 ด้านหลักๆ 1. การเตรียมรับมือในกรณีเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าขึ้น เช่น การกำหนดวิธีการจัดการในกรณีเกิดน้ำท่วมขึ้น เป็นต้น 2. การเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหา climate change ในระยะยาว ผ่านการให้ความสำคัญในการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เช่น การคำนึงถึงกาจัดการขยะจากการก่อสร้าง เป็นต้น
เป้าหมายในระยะยาว
ยังคงมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์สัมมากรอย่างต่อเนื่อง และเป็นแผนระยะยาวเพื่อทำให้แบรนด์สัมมากร รวมทั้งแบรนด์ต่างๆ ภายใต้แบรนด์สัมมากรเป็น Top of Mind ในการซื้อบ้านที่อยู่อาศัย รวมทั้งเพื่อเพิ่ม Organic traffic ของทุกโครงการของบริษัท และตั้งเป้าให้แบรนด์สัมมากรและในเครือแข็งแรงมากขึ้นจนส่งผลให้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของบริษัทและช่วยเพิ่มอัตราการจองมากขึ้นได้
วัตถุประสงค์/เป้าหมายระยะยาวของบริษัท
บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ในการเติบโตทางธุรกิจ โดยการรุกขยายเพิ่มส่วนแบ่งของตลาดด้วยการพัฒนาโครงการหลากหลายรูปแบบ พื้นที่ และระดับราคาเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคให้ทั่วถึง โดยมุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ภายใต้การประกอบธุรกิจที่โปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล
ด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กว่า 50 ปี บริษัทฯ จึงรู้จริงถึงปัญหา และความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัยในหลากหลายมิติของการอยู่ร่วมกัน บ้านทุกหลังของสัมมากรจึงเป็น “บ้านที่หลับสบาย” ที่บริษัทฯ คิด และออกแบบให้ลงตัวกับวิถีชีวิตของคนไทยยุคใหม่







